มุมมองนักวิทย์ฯ กีฬา จากความกล้าสู่ความเชื่อ พิชิต 2,191 กม. “ตูน บอดี้สแลม”

ผู้เชี่ยวชาญวิทยาศาสตร์การกีฬากับมุมมองความกล้าออกวิ่ง 2,191 กม. ของ “ตูน บอดี้สแลม” กับทีมงานก้าวคนละก้าว ห่วงเส้นทางภาคเหนือต้องวิ่งขึ้นเขา!
“อาทิวราห์ คงมาลัย” หรือที่รู้จักกันดีในชื่อ “ตูน บอดี้สแลม” ร็อกเกอร์หนุ่มมาดเท่ที่ขณะนี้กำลังปลุกกระแสการวิ่งระดมทุนผ่านโครงการก้าวคนละก้าวเพื่อ
11 โรงพยาบาลทั่วประเทศ เบตง – แม่สาย ระยะทาง 2,191 กม. ซึ่งสร้างแรงบันดาลใจให้นักวิ่งหน้าใหม่จำนวนมาก แต่ที่หลายคนยังคงเป็นห่วงคือเรื่องสภาพร่างกายของ “พี่ตูน” ที่วันนี้ วิ่งมาแล้ว 14 วัน จากกำหนดคือ 1 พ.ย.-25 ธ.ค.60 ทีมข่าว Newmedia จึงไปพูดคุยกับ “ผู้ช่วยศาสตราจารย์ถาวร กมุทศรี” นักวิทยาศาสตร์การกีฬา ในฐานะผู้เชี่ยวชาญวิทยาศาสตร์การกีฬาที่ดูแลนักวิ่งทีมชาติ เพื่อวิเคราะห์แผนการวิ่งและมุมมองการวิ่งระยะไกลแบบที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน!!
“ตูน บอดี้สแลม” กับมุมมองความกล้าออกวิ่ง 2,191 กม.

“จากข้อมูลรายละเอียดต่างๆ ที่ทราบมาทำให้มั่นใจว่าทีมงานก้าวคนละก้าววางแผนการวิ่งมาค่อนข้างดี ประกอบไปด้วยผู้มีประสบการณ์และผู้มีความรู้หลายด้านเข้าไปช่วยกัน ส่วนตัวมองว่าโครงการนี้เป็นอะไรที่ “อะเมซิ่ง” กับวิธีคิด สิ่งสำคัญคือ “คุณตูน” ไปด้วยแรงบันดาลใจและตั้งใจ ถือเป็นมหากุศลอันยิ่งใหญ่!! เป็นเรื่องที่คนทั่วไปไม่กล้าทำกัน แต่หากมองโดยพื้นฐานแล้ว “คุณตูน” มีประสบการณ์ เป็นนักวิ่งกลุ่มมินิมาราธอน วิ่งค่อนข้างบ่อย แล้วก็มีประสบการณ์ในการวิ่งมาเยอะ ดูแลตัวเองมาเป็นอย่างดี ขณะที่การวิ่งระยะยาวลักษณะนี้ นักวิ่งมาราธอนทั่วไปไม่มีใครกล้าวิ่ง ถ้าวิเคราะห์ให้ดีในช่วงของการวิ่ง จะแบ่งเป็นช่วงๆ ความเร็วที่ใช้ในการวิ่งไม่ได้เร็วมาก คือไปเรื่อยๆ เป็นลักษณะของความเพลิดเพลิน ทำให้ภาวะความเครียดต่างๆ ไม่ค่อยมี และที่สำคัญแรงเชียร์จากคนข้างทาง จากพี่น้องประชาชนที่มาให้กำลังใจ ทำให้คนที่วิ่ง มีความตั้งใจสูง”

มั่นใจว่าทำได้…ถึงกล้าทำ!

“การออกกำลังกายที่หนักเกินไปและต่อเนื่องยาวนาน มีผลเสียต่อร่างกายค่อนข้างเยอะโดยเฉพาะผลกระทบเรื่องของกล้ามเนื้อ กระดูก รวมถึงองค์ประกอบของร่างกายด้านอื่นๆ แต่ถ้าลักษณะของการวิ่งมีช่วงหยุดพักบ้างก็เป็นสิ่งที่ดี ส่วนที่เป็นอันตรายคือเหมือนที่สื่อนำเสนอมาในเรื่องของการหยุดเซลฟี (Selfie) ขณะวิ่ง ซึ่งจริงๆ แล้วเป็นข้อห้ามด้วยซ้ำ ดังนั้นทีมงานจึงขจัดปัญหาตรงนี้ให้ได้มากที่สุด แต่หากมองในแง่ของกำลังใจ ทำให้ภาวะต่างๆ ของร่างกายมันถูกกระตุ้น ส่วนลักษณะของการวางแผน วิเคราะห์ทางเทคนิค เชื่อว่าทีมงานเตรียมตัวมาดี มีการสะสมระยะทางต่างๆ อันดับแรก “คุณตูน” ต้องมั่นใจว่าไปได้ ถึงกล้าทำ ลำดับต่อมาคือทีมงานเป็นผู้มีประสบการณ์ มีความเชี่ยวชาญ ทั้งแพทย์ นักวิทยาศาสตร์ฟื้นฟูซึ่งดูแลเรื่องการบาดเจ็บได้ดี ฟื้นร่างกายได้ดี
ห่วงเส้นทางภาคเหนืออาจทำให้ถึงเป้าหมายช้ากว่ากำหนด

“เรื่องที่เป็นห่วงที่สุด คือสภาพร่างกาย “คุณตูน” โดยเฉพาะเรื่องของกระดูกและกล้ามเนื้อ ซึ่งการวิ่งระยะไกลลักษณะนี้ยังไม่มีใครเคยทำมาก่อนและเท่าที่ทราบในโลกนี้ยังไม่มีใครกล้าทำ แต่ส่วนตัวเชื่อว่าอาจถึงเป้าหมายช้ากว่ากำหนด และต้องประเมินร่างกายตลอดเวลา ที่สำคัญเส้นทางภาคเหนือ มีสภาพอากาศร้อนสลับขึ้นเขา จึงเป็นอุปสรรคในการทำความเร็วให้ได้ตามกำหนด เพราะที่ผ่านมาทางภาคใต้ก็เจอกับฝน ทีมงานจึงน่าจะวางแบบช็อตต่อช็อต ถ้าไม่ไหวก็คงต้องลดระยะทางหรือพัก ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องคำนึงถึงและเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด เพราะฉะนั้นการวางแผนการวิ่งต้องเอาร่างกายเป็นหลักก่อนขยับระยะทางและขยับเวลาตามมา”

การวิ่งระดมทุนก้าวคนละก้าว ยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางการสนับสนุนของทุกฝ่าย เพราะถือเป็นโครงการที่ดี ในการช่วยเหลือผู้อื่นโดยไม่หวังผลตอบแทน ปลุกกระแสการรักสุขภาพด้วยการวิ่งออกกำลังกาย และสิ่งที่ทุกคนทำได้คือ ร่วมส่งกำลังใจ หากมีกำลังทรัพย์ก็สามารถร่วมบริจาคสมทบทุน “พี่ตูนสู้ๆ คุณหมอสู้ๆ พยาบาลสู้ๆ”

ขอขอบคุณข้อมูลดีดีจาก สำนักข่าวไทย.

Recommended Reading